"ความทรงจำเก่าๆมักจะหลงเหลืออยู่ในลิ้นชักเสมอ"

   

เมื่อเปิดลิ้นชักที่ถูกปิดตายมานับปี

ฉันเจอบางสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ยิ้มอย่างเป็นสุข

แต่ในวันนี้กลับทำให้เสียน้ำตาอย่างหนัก

......

รูปถ่ายสีซีดๆใบหนึ่งนอนหลับอุตุอยู่ตรงมุมเล็กๆในลิ้นชักนั้น

......

ว่ากันว่า...ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดได้นับพันคำ

ฉันแตะมันอย่างแผ่วเบา รูปถ่ายเริ่มสะลึมสะลือเมื่อถูกปลุก

และทันทีที่ตื่น มันก็ปลดปล่อยเรื่องราวในอดีตที่ซ่อนอยู่ข้างในออกมา

น้ำตาของฉันไหลรินขณะที่ภาพสโลโมชั่นเหล่านั้นผุดขึ้นมาเรื่อยๆ

.....

ใครคนหนึ่งเคยกลั้นหัวเราะเมื่อฉันพยายามเป่าไฟฉายให้ดับ

ใครคนหนึ่งเคยปลอบฉันด้วยการโชว์โหม่งฟุตบอลด้วยเหม่ง

ใครคนหนึ่งเคยสอนให้ฉันตดในน้ำจนกลายเป็นเพลง

ใครคนหนึ่งเคยทำแผลให้ฉันในวันที่หัดขี่จักรยาน

ใครคนหนึ่งคอยทำตาขวางใส่เด็กชายที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

ใครคนหนึ่งเคยบอกให้ฉันเข้มแข็งและปล่อยหมัดสู้

ใครคนหนึ่งเคยปกป้องฉันตั้งแต่วันที่หัดเดินจนถึงวันที่สวมเสื้อคอซอง

ใครคนหนึ่งที่ไม่เคยพูดคำว่ารัก แต่ฉันกลับรู้สึกถึงรักนั้นเต็มหัวใจ

"พี่คะ...คิดถึงเหลือเกิน"

 

.....

บทเรียนที่แลกด้วยลมหายใจและและความผูกพันครั้งนี้สอนให้ฉันรู้ว่า

"ความตาย" อยู่ใกล้แค่สุดปลายมือ

นับแต่วันที่หนึ่งชีวิตหายไป ฉันเริ่มกลัวการผัดวันประกันพรุ่ง 

กลัวแม้กระทั่งการเดินหันหลังให้ใคร

 ฉันกลัวว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นรอยยิ้มของกันและกัน

"แค่เสี้ยววินาทีก็อาจจะสายเกินไป"

 

.....

ฉันรู้ว่าพี่จะปลอบอย่างไรหากรู้ว่าฉันกำลังร้องไห้

" ถ้าร้องไห้หนึ่งครั้งจะทำให้นางฟ้าตายไปหนึ่งองค์นะ"

อ้อมกอดและสายตาอ่อนโยนนั้นทำให้น้ำตาฉันแห้งไปได้เสมอ

..ฉันรู้น่า..

พี่กลัวว่าบนสวรรค์ที่พี่อยู่ จะไม่มีนางฟ้าสวยๆเหลือใช่ไหมล่ะ ^^

 

......

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เมื่อเสียงที่คุ้นเคยดึงฉันออกมาจากห้วงความคิด

แม่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว

พ่อกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ที่ริ้มรั้วบ้าน

และน้องสาวกำลังสีไวโอลินอยู่ในห้องนอน

" เมื่อย้อนเวลากลับไปไม่ได้ ฉันจะดูแลทุกชีวิตที่ยังคงอยู่ ให้ดีที่สุด"

 

......

รูปถ่ายใบนั้นกำลังนอนหลับอย่างอบอุ่นอยู่ในลิ้นชักเช่นเดิม

ฉันพิมพ์บทความเหล่านี้ด้วยความเจ็บปวดที่เข้มแข็ง

เพียงแค่อยากบอกคุณว่า

 

"ดูแลคนที่คุณรักในวันที่ยังหายใจ

ดีกว่าวางดอกไม้นับพันหน้าหลุมศพ"

 

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องน่าอายที่จะกอดพ่อและแม่

อย่าใช้ความเป็นผู้ใหญ่อ้างว่าไม่มีเวลาดูแลท่าน

อย่ามัวแต่ปลอบตัวเองว่า พรุ่งนี้ค่อยบอกรักใครคนนั้นก็ยังทัน

อย่าให้ความห่างเหินทำลายความผูกพันที่เคยมี

อย่ารอให้ถึงวินาทีสุดท้าย

อย่ารอให้ความตายบังคับให้ทำ

เพราะแค่เสี้ยววินาที...ก็อาจจะสายเกินไป

 

 

 

ความรักไม่ได้จากไปก่อนวัยอันควร

เพราะความรักอยู่กับเราตลอดเวลา

แม้ชีวิตจะเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้วก็ตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

(เอนทรี่นี้แด่พี่ชายที่ฉันรัก แม้จะอยู่ในอีกโลกหนึ่งแล้วก็ตาม)

...หลับฝันดีนะคะพี่...

 

 

 

ทะเลที่นี่กำลังเหงา...ขุนเขาที่นั่นได้ยินไหม

คลื่นลมที่นี่อ่อนแรงเกินจะพัดไกลๆได้

ทะเลจึงฝากใบไม้ ช่วยหอบความคิดถึงไป

ขุนเขาที่นั่นสบายดีไหม...ได้รับหรือยัง

 ......................

 

"ไม่มีอะไรในจักรวาลที่ไม่หมุน"

ฉันเชื่อเช่นนี้

โลกนี้หมุน ดวงอาทิตย์หมุน กาแลกซี่หมุน

ทุกสิ่งต่างเคลื่อนไปเรื่อยๆ

...ไม่เว้นแม้แต่ "เวลา"...

 

กาลเวลาหมุนมา ให้เราได้พบกัน รู้จักกัน และมีช่วงชีวิตดีๆร่วมกัน

จนแทบอยากหยุดเวลาไว้ตรงนั้น

แต่เวลาหยุดหมุนไม่ได้

เพราะอย่างนั้น แม้จะยื้อไว้เท่าไหร่ สุดแรง สุดมือ

แต่สุดท้ายแล้ว กาลเวลาก็ต้องหมุนไป...ให้เราจากกัน

 

ผิดที่เวลาไม่เคยพอ

หรือผิดที่เรารั้งไม่ไหว

...เปล่าเลย...

เพราะกลไกแห่งจักรวาลที่เป็นอย่างนั้น

ไม่มีใครรู้หรอกว่าเครื่องปั่นเวลาซ่อนอยู่ในดาวเคราะห์ดวงไหน

 

หมุนต่อไปเถอะ เวลา

หมุนไปพร้อมๆกับดาวเคราะห์ที่ฉันยืนอยู่นี้

ฉันจะพยายามเดิมตามไปให้ทัน

เพื่อจะได้อยู่กับปัจจุบัน

โดยไม่มีวันลืมช่วงชีวิตที่หมุนวนอยู่เบื้องหลัง

 

ไม่ต้องห่วงหรอก เวลา

เพราะฉันรู้

ตราบใดที่เธอยังคงหมุน...

ฉันก็ยังมีโอกาสได้พบเขาอีกครั้ง

 

 

 

...

ไม่มีใครเคยเห็นจุดสิ้นสุดของจักรวาล

เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครเคยเห็นรูปร่างของความคิดถึง

...

ฉันไม่อาจรู้ว่าจักรวาลกว้างใหญ่แค่ไหน

เหมือนกับที่ฉันไม่อาจรู้ว่า...คิดถึงมากเพียงใด

...

แต่เหนือสิ่งอื่นใด

ฉันคิดถึงเธอ

 

 

ฉันฝันว่า..ฉันฝัน

posted on 08 Dec 2009 22:42 by marine-melody

 

ในส่วนที่พอจะเรียกได้ว่าห้องนอน ^^

 

ความฝันที่หนึ่ง  ลอยผ่านหน้าฉันไป

ความฝันที่สอง  บินมาคลอเคลียใกล้ๆใบหู

ความฝันที่สาม  กระโดดโลดเต้นอยู่ตรงหน้า

ความฝันที่สี่  กำลังจั้กกะจี้ฝ่าเท้าของฉัน

ความฝันที่ห้า...

ความฝันที่หก...

...

ความฝันที่สิบ

...

...

ความฝันที่หนึ่งร้อยสิบ

...

...

...

ความฝันที่หนึ่งหมื่น

...

...

...

...

ความฝันที่อินฟินิตี้

 

ความฝันทั้งหมดของฉันกำลังลอยวนเวียนอยู่ในห้อง

มีบางฝันที่แอบอยู่ในลิ้นชัก มุดอยู่ในรองเท้า หรือแม้กระทั่งติดอยู่ในใยแมงมุมตรงหลังตู้

พวกแกคงแออัดกันมากเลยสิเนอะ...ถ้าอย่างนั้นก็กลายเป็นความจริงกันซะบ้างซี

 

แต่เมื่อฝันหนึ่งกลายเป็นจริง...ดูเหมือนจะมีอีกฝันเข้ามาแทนอยู่เสมอ

โอ  หากเปลี่ยนความฝันของฉันเป็นหยดน้ำแล้วละก็...มันต้องท่วมโลกแล้วแน่ๆ

 

ฉันอยากเดินทางรอบโลก

ฉันอยากยืนหายใจอยู่บนบอลลูนสักครั้งในชีวิต

ฉันอยากปาร์ตี้น้ำแข็งใสที่ขั้วโลกแล้วชนถ้วยกับหมีขาว

ฉันอยากสำรวจซากเรือสมัยสงครามโลกที่นอนกรนอยู่ใต้มหาสมุทร

.....ฉันอยากไปในทุกๆที่ที่ฉันอยากไป..... 

 

ฉันอยากเขียนหนังสือหนาๆสักเล่มด้วยลายมือของฉันเอง

ฉันอยากอ่านหนังสือทุกเล่มที่มีในโลก

ฉันอยากปลูกต้นไม้ลงในผืนดินของทุกๆประเทศ

ฉันอยากเย็บกางเกงที่ใส่ได้โดยไม่มีวันขาด

.....ฉันอยากทำในทุกๆสิ่งที่ฉันอยากทำ.....

 

ฉันอยากมีคู่หูเป็นมังกรที่พร้อมจะพาฉันบินไปทุกเมื่อ

ฉันอยากแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้ตามใจนึก

ฉันอยากมีเวทมนตร์พาตัวเองเข้าไปเดินเที่ยวในเทพนิยาย

ฉันอยากเป็นตัวเอกในวรรณกรรมทุกๆเรื่อง

.....ฉันอยากจินตนาการในทุกๆสิ่งที่ฉันอยากจินตนาการ.....

 

ฉันอยากให้ตัวเองสวมรองเท้าส้นสูงแล้วสามารถเดินได้ตรงทาง

ฉันอยากให้ตัวเองไม่แก่และไม่เจ็บป่วย

ฉันอยากให้ตัวเองสูงกว่านี้อีกสักสองสามเซ็น

ฉันอยากให้ตัวเองทนสภาพที่มีลิปสติกและมาสคาร่าอยู่บนใบหน้าได้

.....ฉันอยากหวังในทุกๆสิ่งที่ฉันอยากหวัง.....

 

มีคนเคยบอกว่า ความจริงกับความฝัน ต่างกันแค่ลงมือทำ

แต่ฉันว่า  นั่นขึ้นอยู่กับว่า ฝันนั้นเป็น

"ความใฝ่ฝัน" หรือ "ความเฟ้อฝัน"

 

ความใฝ่ฝัน...ที่ว่าเป็นจริงได้ยากแล้ว

ความเฟ้อฝัน...ดูจะเป็นจริงได้ยากยิ่งกว่า

 

...ฉันฝันอยู่เสมอว่า "หากเกิดมาเป็นผู้ชายก็คงจะดี"

เหตุผลก็คือ ฉันสามารถหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยได้คราวละนานๆโดยไม่ทำให้ใครเป็นห่วงมากนัก

                 ฉันสามารถเล่นฟุตบอลได้โดยไม่ถูกมองด้วยสายตา...

                 และฉันสามารถทำสิ่งที่โลดโผนได้โดยไม่ต้องห่วง...เอ่อ...หน้าอก

ฉันบ่นอย่างนี้ให้หมูหยองเพื่อนของฉันฟัง

"เป็นผู้หญิงน่ะดีแล้ว แกจะได้ทำให้เห็นว่าผู้หญิงก็ทำอะไรได้เหมือนผู้ชาย" มันตอบกลับมา

นี่คงเป็นเหตุผลที่ทุกวันนี้ ฉันเลิกตะโกนบอกตัวเองแล้วว่า

"อยากเกิดมาเป็นผู้ชาย"

                    

 

เอาละ...อย่างไรก็ตาม  ในภาวะที่ความฝันล้นห้องอย่างนี้

ฉันตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่แล้วว่า

หากฉันได้พรสักหนึ่งข้อ เพื่อขอให้ความฝันเป็นจริงขึ้นมาสักอย่างละก็

ฉันจะรีบขอโดยไม่ต้องหยุดคิดว่า

"ขอให้ฉันสามารถขอพรได้เป็นจำนวนอินฟินิตี้ครั้ง"

ทีนี้หละ ฝันทั้งหมดของฉัน "รุ่ง" แน่ๆ

 

ฮ้า ฉันนี่ละโมบชะมัดเลย ^^

 

เอนทรี่นี้เต็มไปด้วยความฝัน ปะปนกันทั้งฝันเพ้อ และฝันใฝ่

หลายคนอาจคิดว่า ยัยนี่ช่างติงต๊อง ฝันอะไรเรื่อยเปื่อย

แต่รู้อะไรไหมคะ

ฝัน   ----->   หวัง    ----->  ลมหายใจ

ไม่ใช่เพราะว่าคุณ"ใฝ่ฝัน"ว่า คุณอยากจะหายใจหรอกหรือ ที่ทำให้คุณหายใจอยู่

 

และบางครั้ง"ความเพ้อฝัน"ก็ทำให้คุณได้พื้นที่เล็กๆ สำหรับเก็บความเป็นเด็กไว้ไม่ใช่หรือ

 

โปรดตรวจสอบความฝันของคุณก่อนคลิกออกค่ะ ^^

 

 

กลางผืนทรายอุ่นๆยามค่ำคืน

การเดินทางทำให้ฉันพบเจอและเริ่มต้นมิตรภาพกับใครหลายคน

หนึ่งในนั้นคือ "เจย์"  ชาวอังกฤษที่มีเข็มทิศอยู่ในกระเป๋ากางเกงเสมอ

"เรียกผมว่ากัปตันฮุค " นั่นคือคำพูดแรกของเขา

ฉันแอบขำ หมอนี่ท่าทางบ้าการผจญภัยทางทะเล

"ถ้าอย่างนั้นเรียกฉันว่าปีเตอร์แพนนะ" ฉันแนะนำตัวบ้าง ^^

 

เจย์รักประเทศไทย  เขาพยายามเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมบ้านเราอย่างมาก

"ใครขายไข่ไก่" ฉันแกล้งสอนประโยคเด็ด

"ไค...ไค...ไค...ไค" เขาเค้นคำพูดออกมาจากคออย่างยากลำบาก

นั่นเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน  รวมทั้งตัวเขาเอง

"รอก่อนเถอะ สักวันผมจะใช้ประโยคนี้จีบสาวไทย เธอคนนั้นต้องหลงรักแน่ๆ"

 

เมื่อเรือเทียบท่า ณ หนึ่งในร้อยเกาะของหมู่เกาะอ่างทอง

เราเจอกับเหตุการณ์หนึ่งที่สยองขวัญปนประทับใจที่นั่น

ฝรั่งกลุ่มใหญ่กินเหล้าเมามาย นอนกลิ้งไปกลิ้งมากลางชายหาด

หนึ่งในเขาเหล่านั้นกำลังสนุกกับการเล็งเป้าที่อยู่ห่างออกไปราว 5 เมตร

"ปัง"  แก้วเบียร์สีเขียวแตกเป็นเสี่ยง  ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของคนเมา

แต่ที่แย่กว่านั้น...เต่าตัวเล็กตัวหนึ่งหงายท้องดิ้นไปดิ้นมาอยู่กลางกองเศษแก้ว

"ไอ้พวกนี้มันตัวถ่วงโลก" ฉันแทบน้ำตาไหล รีบจับลูกเต่าแล้วพาไปปล่อยทะเล

เสียงปืนดังอีกชุด และอีกสามแก้วแตกออกพร้อมกับลูกเต่าอีกสามตัว

เจย์หมดความอดทนก่อนใครเพื่อน

"ว่ายน้ำกลับประเทศไปซะ" เขาปรี่เข้าไปกระชากปืนแล้วขว้างลงทะเล

(พวกเราที่เหลือได้แต่ยืนอึ้ง ก็ไอ้พวกนั้นมันบึ้กๆทั้งนั้น U_U )

"อย่ามาแสดงนิสัยป่าเถื่อนในประเทศของฉัน !"

 เจย์ยังคงหงุดหงิดเมื่อเรากลับขึ้นเรือ

"ไอ้เลวพวกนั้น อย่าให้ฉันเห็นมันเดินอยู่ประเทศของฉันอีกล่ะ" เขาบ่น

O.O ฉันเชื่อได้สนิทใจแล้วว่าหมอนี่ไม่ได้มาเมืองไทยเพื่อจีบสาวอย่างเดียว

 

เจย์กลับอังกฤษไปแล้ว...แต่เขาสัญญาว่าจะกลับมา

จนกระทั่งเมื่อหลายวันก่อน...ที่ภูเก็ต

...เขาร้องเพลงชาติไทยได้ทุกวรรค...แถมโบกธงและตะโกนเสียงดังลั่น

"ไทยซามากคี ไทยเคมแขง รักกันไวนาคร้าบบบ"

 

แต่สิ่งที่ฉันประทับใจ "ชายต่างถิ่น"คนนี้มากที่สุด ดูจะเป็นเรื่องเมื่อวานนี้

เจย์หยิบเหรียญบาทออกมาจากกระเป๋า แล้วจ้องมองมันอยู่อย่างนั้น

"ไม่มีตังค์กลับอังกฤษเหรอ" ฉันแซว

"รู้ไหม ว่าทำไมผมรักประเทศไทย"

"..."

"ที่อังกฤษ ผมเป็นเด็กกำพร้าอยู่ในโรงเรียนดัดสันดาน

  แต่ที่นี่...ผมมีพ่อ...พระราชาของที่นี่คือพ่อของผม

  ผมสามารถเรียกท่านว่าพ่อได้ใช่ไหมล่ะ ท่านเป็นพ่อของคุณ

  และเป็นพ่อของผม  แค่เดินทางมาในลองจิจูดที่ 100

  ผมก็กลายเป็นคนที่มีญาติมากมาย  มีพี่น้องเป็นล้านๆคน

  ...ผมถึงรักที่นีไงล่ะ"

เจย์เก็บเหรียญนั้นใส่กระเป๋าแล้วยิ้มให้ฉัน

 

ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนเชื้อสายหรือสัญชาติไทย

แต่ฉันกล้าพูดได้เลยว่า

ทุกวันนี้เขาคือ "คนไทย"

 

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

"สำหรับประเทศไทย...พระราชาที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีแต่ในนิทาน"

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

คุณเองก็รักประเทศไทยใช่ไหม...

แล้วคุณร้องเพลงชาติของประเทศนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันละ?

 

 

 

ฉันทิ้งร้างโลกไซเบอร์เล็กๆนี้ไปเกือบปี

รู้อะไรไหม...ฉันดีใจจริงๆที่ยังคงมีใครสักคนจดจำฉัน

และรอคอยการกลับมา...

หากคุณจำฉันไม่ได้แล้ว...เรียกฉันว่า "ปีเตอร์ แพน " นะคะ ^^

 

 

...คุณเคยกอดใครไหม?

...แล้วคุณเคยโดนกอดรึเปล่า?

 

เมื่อเราเป็นฝ่ายดึงตัวใครคนหนึ่งเข้ามากอด

หากใครคนนั้นกำลังร้องไห้...กอดของเราจะช่วยปลอบโยนเขา

หากใครคนนั้นกำลังว้าเหว่...กอดของเราจะเป็นเพื่อนเขา

หากใครคนนั้นกำลังมีความสุข...กอดของเราจะบอกเขาว่าเราดีใจกับเขาด้วย

 

เมื่อเราเป็นฝ่ายถูกใครคนหนึ่งดึงไปกอด

หากเรากำลังร้องไห้...กอดนั้นจะถ่ายเทกำลังใจให้แก่เรา

หากเรากำลังว้าเหว่...กอดนั้นจะทำให้เรารับรู้ว่าเราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

หากเรากำลังมีความสุข...กอดนั้นจะช่วยเพิ่มความสุขให้เราเข้าไปอีก

 

เมื่อเราโดนกอด...เราจะรู้สึกว่าตัวเราเล็กลง อยู่ภายในอ้อมกอดใหญ่ๆนั้น

แต่เมื่อเราเป็นฝ่ายกอด...เราจะรู้สึกว่าตัวเราใหญ่ขึ้น โอบล้อมร่างเล็กๆไว้ด้วยสองแขน

 

แต่...ไม่มีใครเป็นคนตัวใหญ่หรือคนตัวเล็กไปตลอดได้

บางเวลา เราต้องเป็นคนตัวใหญ่ เพื่อถ่ายเทกำลังใจให้คนตัวเล็ก

และบางเวลา เราอาจกลายเป็นคนตัวเล็ก ที่ต้องรับกำลังใจซึ่งถ่ายเทมาจากคนตัวใหญ่

 

ในทุกวันนี้...คุณให้ความสำคัญกับการกอดแค่ไหน

คิดง่ายๆ...คุณถูกกอดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

คิดต่อไปอีก...คุณไม่ได้โอบกอดใครสักคนมานานแค่ไหนแล้ว

 

ในทุกวันนี้...คุณลำเอียงกับการกอดแค่ไหน

คิดดูหน่อย...คุณกอดแฟนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

คิดต่อไปอีก...คุณไม่ได้โอบกอดพ่อกับแม่นานแค่ไหนแล้ว

 

พี่ชาย(ญาติ)ของฉัน...วาดใบหน้าของเขาทับลงบนใบหน้าตุ๊กตากล้วยหอมจอมซน B1

เขาให้เหตุผลกับป้าว่า...

"ตอนผมไม่อยู่ ถ้าใครคิดถึงผมก็กอดเจ้านี่ได้ มันตัวเล็กกว่าผมหน่อยเดียว"

...ตุ๊กตาตัวนั้น...นอนอยู่บนเตียงป้าเสมอ...ฉันคิดว่าป้าคงนอนกอดมันทุกคืน ^^

 

บางคนเหงา...และพูดว่า ได้แต่กอดตัวเองบรรเทาความเหงา

ลองลุกออกจากห้องที่ดูว้าเหว่นั้น เดินเข้าไปในครัว

กอดผู้หญิงที่กำลังทำกับข้าวสำหรับมื้อเย็นให้เรา

...และเลิกใช้คำว่า "กอดตัวเองด้วยความเหงา"

...ในเมื่อเราก็รู้ดีว่า...เรามีใครสักคนให้กอดอยู่เสมอ...

อาจไม่ใช่คนรัก แฟน หรือใครสักคนที่เราหวังอยากให้มี

...แต่กอดจากผู้หญิงคนนี้แหละ...ที่มีค่ามากกว่ากอดไหนๆ...

...เราจะรู้ค่าของมัน...เมื่อถึงวันที่ไม่มีเธอให้กอด...

 

ที่ออสเตรเลีย ผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง Juan Mann

เดินชูป้ายใบหนึ่งขึ้นเหนือหัว และยิ้มให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา

ป้ายนั้นมีสองคำสั้นๆว่า

FREE HUG

http://www.youtube.com/watch?v=vr3x_RRJdd4

(เนื่องด้วยความโง่ของฉันเอง ทำไมเอาคลิปมาลงไม่ได้ก็ไม่รู้สิ

หากใครอยากดู Mann กับภารกิจกอดของเขา ลิงค์นี้เลยค่ะ)

คุณเชื่อหรือไม่ว่า ในเวลาไม่นาน ป้ายที่เขียนคำสั้นๆแบบเดียวกันนี้แพร่กระจายไปทั่วโลก

คนอเมริกาและยุโรปให้ความสนใจกับป้ายนี้มาก

ป้ายธรรมดาแผ่นนี้...

เปลี่ยนคนแปลกหน้าหลายคน ให้เป็นคนรู้จักกัน

...ทำให้คนกอดกันได้ทั่วโลก

 ...ทำให้รอยยิ้มในโลกเพิ่มขึ้น

ตามมาด้วย...มิตรภาพดีๆ...ระหว่างคนที่ไม่รู้จักกันเลย

กอด สร้างสันติภาพให้กับโลกได้

เฉกเช่นเดียวกับที่...รัก...ทำได้

 

วัฒนธรรมไทย มีขอบเขตบางๆ เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้

แต่กอด...ไม่ได้มีไว้มอบให้คนที่มาพร้อมพรหมลิขิตเท่านั้น

เปลี่ยนจากการรับวัฒนธรรมแบบตะวันตกที่สร้างหายนะแบบเงียบๆ

(เช่น one night stand )  

มาเป็นการรับวัฒนธรรมที่สร้างสันติภาพแบบไม่เงียบ...ก็คงจะดี

ไม่ต้องถึงกับโผกอดคนแปลกหน้าคนโน้นทีคนนี้ที...(อาจกลายเป็นไอ้โรคจิต)

ทุกคนที่คุณรัก...กอดพวกเขาให้ครบทุกคนก่อน

 

ฉันเคยคิด...เพียงแค่คิด

หากมีใครสักคนเดินถือป้าย FREE HUG เดินระหว่างม็อบคู่อริสองม็อบ

มันจะเอาชนะ ป้ายอีกหลายร้อยแผ่น ที่เต็มไปด้วยข้อความประท้วงได้ไหม

หรือชะตากรรมของคนถือป้าย FREE HUG จะลงเอยแบบอื่น

...จึงได้เพียงแค่คิด...ฉันยังไม่กล้าพอที่จะทำเอง U_U

 

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันตัดสินใจเปิดเมลล์อ่านบ้าง ทั้งที่แทบไม่เคยคลิกปุ่มนั้นเลย

ฉันเลื่อนเมาส์ข้ามเมลล์ลูกโซ่ทั้งหลายลงมาเรื่อยๆ

และสะดุดตากับเมลล์หนึ่งเข้า...มันถูกส่งมาจากเพื่อนคนหนึ่ง...ข้ามปีแล้ว

คุณอยากรู้ไหม ตัวอักษรในเมลล์นั้น เกี่ยวกับอะไร

...มันเป็นเรื่องของ กอด ล้วนๆ

ฉันอยากให้ลองอ่านดู

"กอด" มีความหมายไม่น้อยไปกว่าการแสดงออกแบบอื่นเลย เพราะ...                              

กอด...ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก

กอด...ทำให้หัวใจสองดวงได้อยู่ใกล้กันมากที่สุด

กอด...คือเสื้อกันหนาวที่มีหัวใจ

กอด...คือการให้และได้รับในเวลาเดียวกัน

บางครั้ง...เราไม่รู้หรอกว่าเราโหยหาอ้อมกอดแค่ไหน...จนกว่าจะได้เห็นคนอื่นเขากอดกัน

นี่เป็นส่วนหนึ่งค่ะ คิดว่าทุกคนคงเคยอ่านกันมาแล้ว (มีแต่ฉันนี้แหละที่เพิ่งได้อ่าน U_U )

 

เอาละ คราวนี้

.....

....

...    

..

.

พากอดของคุณไปมอบไออุ่นให้คนอื่นกัน

.....

....

...

..

เริ่มจาก เธอ คนเดิม ดีไหม

อย่ากลัวว่าคุณจะเขิน

เพราะตอนที่คุณเขิน

ไม่ได้น่ารักน้อยไปกว่าตอนกอดแม่เลย

 

edit @ 22 Feb 2009 14:45:13 by เด็กหญิงความทรงจำ

ผู้ชาย...ก็ร้องไห้เป็น

posted on 21 Feb 2009 00:28 by marine-melody

ในคืนที่มืดสนิท...

บนฟ้านั้น มีแสงดาวหรือแสงจากตึกสูง...ก็ไม่อาจรู้ได้

 

เสียงกริ่งดังขึ้น...บอกว่ามีใครบางคนรออยู่ข้างนอกนั่น

...ข้างนอกรั้ว กำลังกดกริ่งติดๆกันอีกหลายครั้ง...ตอนห้าทุ่มกว่าๆ...

กดสร้างความรำคาญแบบนี้...มีอยู่คนเดียว

"จะกดให้ตื่นทั้งบ้านเหรอ หนวกหู"

ฉันเปิดประตูบ้านออกไปเจอไอ้หมูหยองยืนตะคุ่มๆกดกริ่งไม่หยุด

"หิวล่ะสิ ถึงมาดึกๆ" ฉันดักคอ

...มันไม่ตอบ ปีนรั้วเข้ามาแทน

...เมื่ออยู่ในแสงไฟ...เมื่อฉันเห็นหน้ามันชัดๆ...

"เฮ้ย หมูหยอง เป็นไรอ่ะ"

...น้ำตาเต็มไปหมด...อาบแก้ม เปื้อนแขนเสื้อ แม้แต่หลังมือของมันก็เต็มไปด้วยรอยน้ำตา 

"เป็นไร!"  ฉันตกใจมาก

"ไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ" มันใช้มือปัดๆน้ำตาออกไป ปัดๆคำถามฉันไปด้วย

"ไปไหน"

"โรงบาล"

..................................................................................

เกือบเที่ยงคืน...ที่โรงพยาบาล

ไอ้หมูหยองนั่งจ้องหน้าคนเจ็บที่นอนหน้าซีดอยู่บนเตียงเขม็ง

ดูๆไปแล้ว ที่ไอ้เจ(คนป่วย) หน้าซีด ไม่ใช่เพราะมันเจ็บหนักอย่างที่เป็นเมื่อตะกี้หรอก

แต่เป็นเพราะสายตาไบกอนพิฆาตของไอหมูหยองมากกว่า

"กูบอกมึงแล้วใช่มั้ยว่าให้มึงเลิก" ไอ้หมูหยองเริ่ม

"บอกแล้ว" ไอ้เจพูดอยู่ในคอ ฉันอยากจะขำให้ฟันร่วง

ไอ้เจ ผู้ชายอันธพาลที่ไม่เคยกลัวใครหน้าไหน เจอปากเพื่อนซี้อย่างไอ้หมูหยองเข้าไป

จ๋อยสนิท !!

"นี่มึงไม่เคยเชื่อกูเลยใช่มะ ที่กูเตือนมึงเนี่ย กูพูดอยู่คนเดียว มึงไม่ฟังเลยใช่มะ"

"กูฟัง แต่กูยังเลิกไม่ได้นี่หว่า ของแบบนี้มันต้องค่อยๆลดเว้ย"

"ค่อยๆ_มึงสิ ถ้ามึงติดยาว่าไปอย่าง แค่เลิกพนันบอลเนี่ย มันต้องค่อยๆเหรอวะ"

"มึงไม่เป็นกูหนิ" ไอ้เจเริ่มงอน

"กูเคยบอกแล้วนะ ถ้ามึงไม่เลิก ไม่ต้องมานอนบ้านกู"

"แล้วกูจะนอนไหนละ ไอ้_"

"เรียกกูไอ้_เหรอ"

"เออดิ ไอ้เพื่อน_"  คราวนี้ไอ้เจลุกขึ้นนั่งแล้ว

"...มึงยังเห็นกูเป็นเพื่อนอยู่เหรอ" ไอ้หมูหยองเริ่มเสียงสั่นอีกหน

...น้ำตามันเพิ่งแห้งก่อนเข้ามาเยี่ยมไอ้เจเมื่อกี้เองนะ

(นี่พวกแกจะเถียงกันสองคน แล้วลากฉันมาทำไมฟะ ตอนเที่ยงคืนแบบนี้!!)

"ไรของมึง" เหมือนว่า ไอ้เจได้โอกาสปั้นหน้างอนใส่เต็มที่

"บอกมาคำเดียวว่ามึงจะเลิก ถ้ามึงยังไม่เลิก ไม่ต้องมายุ่งกะกู"

"มึงมัดมือชกกูหง่ะ"

"กูจะชกจริงๆ ถ้ามึงโดนไอ้_พวกนั้นรุมมาแบบนี้อีก กูจะชกมึงซ้ำ"

"เออ ถ้ากูโดนอีก กูจะตายให้ดู" ไอ้เจเบือนหน้า เชิดใส่

คราวนนี้ไอ้หมูหยองทนไม่ไหวแล้ว น้ำตามันร่วงลง พอดีกับเสียงดัง "โครมม"

ไอ้เจถูกมันดึงตกเตียง!!

"ไอ้_  หัวกูลงดังโป๊กเลย"

"ถ้ามึงพูดเรื่องตายอีกนะ กูจะต่อยมึงจริงๆ"

"ตาย!! กูพูดอยู่เนี่ย ต่อยเลยดิ"

มันส่งรังสีชิ้งๆทางสายตาใส่กัน จนฉันยืนทำอะไรไม่ถูก เดี๋ยวมันได้ต่อยกันจริงๆแน่ๆ

"มึงเป็นเพื่อนกู...เพราะฉะนั้น...มึงห้ามตายก่อนกู"

...หมูหยองพูดไว้แค่นั้น เดินผ่านหน้าฉันออกไปจากห้อง

"มันไปอารมณ์เสียเรื่องไรมาก่อนรึเปล่าวะ ถึงได้มาลงกะกูเต็มๆ" ไอ้เจถามฉัน

...ฉันไม่ได้ตอบมันในตอนนั้น...ช่วยพยุงมันนอนบนเตียง ก่อนตามไอ้หมูหยองกลับมาบ้าน

 ...................................................................

"แกเป็นเพื่อนเรา เพราะฉะนั้นแกห้ามตายก่อนเรา"

ประโยคนี้...ครั้งหนึ่ง ฉันก็เคยได้ฟังมัน

สิ่งที่ฉันเพิ่งรู้...ผู้ชายบางคน...รักเพื่อน มากกว่ารักตัวเอง

                  ...ผู้ชายบางคน...เป็นห่วงเพื่อน และแสดงออกมากกว่าผู้หญิงบางคนเสียอีก

                  ...ผู้ชายบางคน...พูดคำหยาบคาย...แต่จริงใจทุกคำ

                  ...ผู้ชาย...ก็ร้องไห้เป็น...

 

เพื่อน...ใครๆก็มี  อย่างน้อย เราทุกคนก็มีเพื่อนร่วมโลก

เพื่อนรัก...หลายคนก็มี  อย่างน้อยก็เพื่อนสมัยมัธยม

เพื่อนแท้...จะมีสักกี่คนที่มี  อย่างมากก็มี 'เพื่อนที่ดี'

.....ฉัน...ไม่คาดหวังให้ใครเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับฉัน

.....เพราะฉัน...ไม่สามารถเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับใครได้

เพื่อนที่เข้าใจฉันที่สุด...คือตัวฉันเอง

และเพื่อนที่ฉันเข้าใจเขาที่สุด...ก็คือตัวฉันเอง

 

ฉันไม่รู้ว่า การดึงเพื่อนลงจากเตียงทั้งที่เพื่อนเจ็บ หรือ การใช้คำหยาบ

จะเป็นคุณสมบัติของเพื่อนที่ดีได้หรือไม่

แต่ที่ฉันรู้คือ  มันเป็นคุณสมบัติของเพื่อนแท้ได้

...............................................................

วันนี้เอนทรี่ฉันไร้สาระอีกครั้งแล้ว

นอนไม่หลับจริงๆ หลังมีเรื่องทวงค่าพนันบอลแบบโหดๆที่ไอ้เจเจอมา

ฉันเอง...เป็นคนหนึ่งที่คลั่งไคล้ฟุตบอล และเกลียดการพนันบอลเข้าไส้

หากคุณต้องการรู้ว่าเพื่อนรักคุณแค่ไหน โปรดใช้วิธีอื่น

แต่หากคุณต้องการเล่นเพื่อเงินหรือความสนุก กรุณาใช้สมองคิดใหม่ อย่าใช้น'ส้งติง' คิด ^^

edit @ 21 Feb 2009 01:58:53 by เด็กหญิงความทรงจำ

ขอบคุณ...ความ(ผิด)หวัง

posted on 15 Feb 2009 16:41 by marine-melody

พัดลมหนึ่ง หน้าต่างสอง...อบอ้าว

วันที่ลมไม่พัดแม้แต่วูบเดียว

 

เป็นอีกครั้ง...ที่ฉันผิดหวัง...

ผิดหวัง...มาพร้อมกับ...เหนื่อยใจ...ท้อแท้...เฉื่อยชา...อัดอั้น...เครียด...หมดความอดทน

และที่พ่วงท้ายมาด้วยคือ...น้ำตา

...ฉันร่าเริงต่อหน้าเพื่อน...และร้องไห้ต่อหน้าฝ่ามือ

...ฉันฝืนยิ้มในตอนกลางวัน...และส่วนที่เก็บไว้ มันไหลทะลักออกมาในตอนกลางคืน

แต่วันนี้... การเรียนรู้ที่จะผิดหวัง ปิดคอร์ด !!

 

หนังสือเล่มหนึ่ง...พาฉันออกจากความรู้สึกย่ำแย่ของตัวเอง

มีเล่มเดียวในโลก และเขียนด้วยดินสอไม้ป้านๆทั้งเล่ม

...มันคือ ไดอารี่ของฉันเอง...

 _____________________________________________________

คุณเคยเป็นอย่างฉันไหม ?

ผิดหวัง...ยิ้มไม่ออก...แต่ก็ยิ้ม 

_____________________________________________________

...ทุกคนหวัง...

...ตั้งความหวังไว้...

...นานวัน ความหวังก็มีเพิ่ม...

...ถึงคราวที่ขาตั้งมันรับความหวังไม่ไหว...จนหักลง

...ความหวังพังทลายลงมา...หล่นโครมๆๆจากขาตั้ง

หากทั้งหมดที่หล่นโครมๆลงมานั้นเป็นความหวังของคุณ

ณ ตอนนั้น คุณกำลังมองมันด้วยความรู้สึกแย่ใช่ไหม...

หากคุณมีน้ำตา...ปาดมันออกเพื่อรับรู้ว่า ความหวังของคุณยังคงอยู่

อย่าพูดความคุณหมดสิ้นซึ่งความหวัง...

...เพราะทุกความหวังที่พังลงจากขาตั้งนั้น...ยังคงกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ต่อหน้าคุณ

ยกขาตั้งขึ้นมาซ่อม หรือหากมันอ่อนแอนัก ก็เปลี่ยนขาตั้งใหม่

(ตั้งความหวังไว้ที่ใจใช่ไหม ถ้าใจมันพังก็ซ่อมใจ ถ้าใจมันอ่อนแอ...ก็แค่เปลี่ยนใจ)

เก็บความหวังทั้งหมดขึ้นมา แล้ววางเรียงกันใหม่บนขาตั้ง

หากมันมากไป...เก็บส่วนหนึ่งไว้ก่อน...

เพราะหากคุณตั้งความหวังไว้มากไป...ผลสุดท้าย...ก็ "โครมๆ" อีกอยู่ดี

เมื่อความหวังอันหนึ่งอันใด เริ่มแปรสภาพเป็น "ความจริง"

...เมื่อนั้น คุณจึงนำความหวังส่วนที่เหลือมาวางแทนที่

 

เรื่องมันก็มีเท่านี้...

ไม่รู้ว่าจะมีใครทนอ่านถึงบรรทัดนี้

แต่หากคุณเผลออ่านมาถึงแล้วล่ะก็ ก่อนปิดเอนทรี่นี้ไป

...สำรวจขาตั้งความหวังของคุณหน่อยดีไหม...

อยากให้มันพังลงเหมือนของฉันเลย ^ ^

 ______________________________________________________

ขอบคุณ ไดอารี่

ขอบคุณ ท้องฟ้า

และขอบคุณ ตัวฉันเอง...ที่รักตัวเอง

 

 

edit @ 15 Feb 2009 18:00:25 by เด็กหญิงความทรงจำ

เย็นเมื่อวาน...

 

ฝนตก...ฉันนั่งมองหยดน้ำนับล้านหยดที่หล่นลงมา...

ข้างนอกหน้าต่าง บุรุษไปรษณีย์รีบร้อนหย่อนบางสิ่งลงในตู้จดหมายตรงประตูรั้ว

ก่อนรีบร้อนฝ่าสายฝนจากไป

จดหมายของใครกัน...กลางฤดูฝน วันที่อากาศหนาวแบบนี้

 

ร่มถูกกางออก ฉันเดิมดุ่มๆออกไปโดยไม่ใส่รองเท้า...น้ำฝนเย็นๆกระเซ็นขึ้นมาถึงเข่า

โปสการ์ดหนึ่งฉบับนอนหนาวอยู่ในตู้ไปรษณีย์

และที่วางเปียกปอนอยู่ใกล้กัน คือกล่องพัสดุขนาดย่อมสองกล่อง

...หนึ่งแผ่นกระดาษและสองกล่องสี่เหลี่ยมที่มาพร้อมสายฝน...ถึงฉัน

 

ร่มถูกวางลง...ฉันยืนเปียกอยู่อย่างนั้น ทันทีที่เห็นลายมือบนโปสการ์ด

...น้ำตาไหลออกมา และกลืนไปกับสายฝนที่ปะทะหน้า

นานแล้วสินะ ที่ฉันไม่ได้รอรับโปสการ์ดรูปหมีพูห์ทุกสัปดาห์

นานแล้วสินะ ที่ฉันไม่เห็นลายมือนี้ ตัวอักษรเคนจิสีเทา...

นานแล้วสินะ ที่ฉันไม่ได้ปล่อยน้ำตาออกมา พร้อมกับความรู้สึกอย่างนี้

.....คิดถึง.....

 

โปสการ์ดเปียกเละ อักษรที่เขียนด้วยปากกาสีเทา จางหายไปเป็นแห่งๆ

แต่ประโยคสุดท้ายยังปรากฏให้เห็นอยู่บนนั้น...เหมือนทุกใบ

すきだ.....このブス

 

กล่องสีดำเปียกเละ (สงสัยจริงๆ ถ้าฉันไม่ออกไปเอา มันจะอยู่ในสภาพไหนนะ)

ผู้ส่ง...ญี่ปุ่น...ไกลลิบจากห้องนอนห้องนี้

ไม่ต้องเดา ...ฉันรู้อยู่แล้วว่าในกล่องนี้มีอะไร...แต่ก็ยังตื่นเต้น

เสื้อกันหนาว...ตัวที่ห้า และคราวนี้...สีดำ

ของขวัญวันเกิดห้าปี...กับเสื้อกันหนาวห้าตัว...

ความคิดถึง ถูกส่งผ่านอากาศหนาว มากับเสื้อกันหนาว

ความห่วงใย ถูกส่งมากับโปสการ์ด และไม่ได้จางตามตัวอักษรไปด้วย

 

ฉันวางของขวัญจากญี่ปุ่นลง อีกกล่องหนึ่งเป็น กล่องสีน้ำตาลเปียกเละ

ที่อยู่ผู้ส่ง...เชียงใหม่

รูปถ่าย และ แผ่นซีดี วางอยู่ในนั้น

รูปถ่าย ในช่วงเวลาครึ่งเดือนเมื่อนานมาแล้ว ที่เราบากบั่นกลางทะเลด้วยกัน

แผ่นซีดี วีดีโอใต้น้ำ ที่เราช่วยกันถ่ายอย่างยากลำบาก

มิตรภาพระหว่างเรา เกิดขึ้นใต้น้ำ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนั้น

ความคิดถึง ถูกส่งมากับรูปถ่ายเหล่านี้ ปะปนอยู่ตั้งแต่รูปแรกถึงรูปสุดท้าย

ความห่วงใย ถูกส่งมากับซีดีแผ่นนี้ และยังคงอยู่แม้แผ่นซีดีจะเล่นจบไปแล้ว

 

เสียงเคาะประตูดังโครมๆแทรกผ่านเสียงฝนเข้ามา

ฉันวางความคิดถึงทั้งหมดไว้บนเตียง...

"อ้าว หมูหยอง"

"เคาะตั้งนาน เปียกหมดเลยกู" _*_

"เข้ามาดิ"

"ไม่ละ เอานี่มาให้"

...ผ้าสีดำยับยู่ยี่ถูกยื่นมาตรงหน้า

"อะไรเนี่ย"

"ของขวัญไง ผ้าโพกหัว ดูไม่ออกเหรอ"

"...ออก" ดูออกก็ได้วะ

"เห็นแกเล่นกีต้าร์แล้วผมมันยุ่ง ที่หลังก็โพกหัวไว้จะได้ไม่รำคาญ...สุขสันต์วันเกิด"

ฉันเก๊กไม่อยู่ หลุดยิ้มออกมาเต็มๆ

"ยิ้มทำ_ไร"

"ป่าว ขอบคุณ" ^^

 

ขอบคุณ นาย (ยูโตะ) เคอิจิ ...ขอบคุณที่จำวันนี้ได้ ขอบคุณที่เรายังเป็นเพื่อนกันได้เสมอ

ขอบคุณ นายเด็กดอย (ลูกเป็ดน้อย) ...ขอบคุณที่ยอมรับในความสัมพันธ์เพียงเพื่อน

ขอบคุณ นายธรว (หมาหยอง) ...ขอบคุณสำหรับผ้าโพกหัว แกนี่มันจริงๆเลย

 

ตอนนี้ทะเลสงบ ลมอ่อนแรงเกินกว่าจะพัดพาสิ่งใดไปได้

ฉันจึงฝากความคิดถึงไปกับสายฝนแทน

ฝากไปเชียงใหม่...ลมหนาวที่นั่นคงช่วยพัดพามันไปอีกแรง

ฝากไปบ้านข้างๆ...ออกมารับซะไอ้หมูหยอง

...ฝากไปญี่ปุ่น...ไกล...จากตรงนี้

ฉันคิดถึง แต่ความคิดถึงของฉัน คงคิด...แต่ไม่ถึง

ฉันจึงอยากให้นายมาเมืองไทยบ้าง เผื่อความคิดถึงของฉันจะเดินทางได้ง่ายขึ้น

 

การรู้จักใครสักคน...ง่ายมาก

การพอใจใครสักคน...ง่ายพอกัน

การผูกพันกับใครสักคน...ยากขึ้นมานิด

การเรียกใครสักคนว่า เพื่อน ...ยากกว่า

การลาจากเพื่อนสักคนโดยไม่ คิดถึง ...ยากที่สุด

(และการเปลี่ยนจากแฟนมาเป็นเพื่อน ยากเกินกว่ายาก)

 

เพื่อน คำนี้สะกดง่าย

แต่มีสักกี่คนที่เข้าใจในคำที่ตนเองสะกดนั้น

........

ไม่รู้ว่าฉันเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับใครได้บ้างรึเปล่า แต่ที่รู้ๆ ฉันมีเพื่อนที่ดีอยู่หลายคนทีเดียว

ส่งความคิดถึง ถึงเพื่อนของคุณบ้าง เพื่อเขาจะได้รู้ว่า อย่างน้อยเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

.........

 >>> ตรงนี้ผ่านไปเลยก็ได้ค่ะ

เหมือนว่าจะมีแต่เรื่องส่วน

วันนี้ความเข้มแข็งของฉันไม่ยอมตื่นขึ้นมา...ฉันจึงอ่อนแอ

แต่พรุ่งนี้ ฉันจะกลับมาเป็นคนเดิม

เคอิจิ...ขอบคุณห้าปีที่มีค่า...ฉันจะคิดถึงนายเสมอ รักแรกของฉัน

 

 

ที่เดิม...

 

"ผู้หญิงนี่เข้าใจยากชะมัด"

นี่คือคำพูดที่ผู้ชายหลายคนแอบบ่นบ่อยๆสินะ

และวันนี้ฉันก็ได้ยินมันอีกครั้ง

"อะไรอีกวะเนี่ย ผู้หญิงนี่เข้าใจยากเป็นบ้า เอะอะก็งอนๆๆ"

เพื่อนฉันคนหนึ่งบ่นกับโทรศัพท์ที่เพิ่งวางสายไป แฟนงอนมาละสิท่า

ฉันแอบมองมันด้วยสายตาไบกอนพิฆาตนิดๆ

ผู้หญิงเข้าใจยาก แต่ก็ไม่ต่างจากผู้ชายหรอกเว้ย ผู้ชายบางครั้งก็ยากที่จะเข้าใจเหมือนกันนั่นแหละ

 

ใช่ ผู้หญิงอาจเป็นมนุษย์ที่แปลก

เพราะในความสวยงามมีความร้ายกาจซ่อนอยู่

เพราะในความอ่อนโยนมีความเข้มแข็งมากมาย

เพราะในความหมายของคำที่พูดออกไป บางครั้ง คุณต้องแปลความหมายที่ตรงข้ามกัน

(เหมือนว่า เอนทรีหน้านี้ เหมาะสำหรับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงซะแล้วละ U_U)

 

บางเวลา...ใช่ อาจแปลว่า ไม่

เวลาที่คุณบอกเธอว่าคุณมีนัดสังสรรค์กับเพื่อน

ความจริงแล้ว เธออยากไปกับคุณด้วย คุณรู้ไหม

เพราะอะไรล่ะ เพราะเธอคิดว่า

"ในเมื่อฉันเป็นแฟนคุณ แล้วฉันจะไปไหนมาไหนกับคุณไม่ได้เหรอ"

แต่เมื่อคุณถามเธอว่า

"อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม"

เธอจะตอบยังไงได้ นอกจากบอกว่า

"...อยู่ได้"

แต่คุณไม่รู้หรอกว่า จริงๆแล้วขณะที่คุณนั่งหัวเราะกับเพื่อนของคุณ เธอได้แต่นั่งเสียใจ

เสียใจที่คุณพยักหน้าง่ายๆ แล้วทิ้งเธอไว้คนเดียว

 

บางเวลา...ไม่ อาจแปลว่า ใช่

วันที่มีผู้หญิงเข้ามาทักคุณ ระหว่างที่คุณเดินอยู่กับเธอ

คุณค่อยๆเอามือออกจากมือเธอที่จับอยู่...ซึ่งคุณอาจไม่รู้ตัว

คุณพูดคุยกับเขา หัวเราะกับเขา ยิ้มกับเขา

เธอรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นเพียงเพื่อนเก่า แฟนเก่า หรือคนรู้จักของคุณ

แต่เธอไม่ชอบสถานการณ์ที่เธอเป็นส่วนเกินอย่างนั้น

เมื่อคุณถามเธอว่า

"เป็นอะไร คงไม่ได้หึงหรอก ใช่มั้ย"

คุณคงไม่รู้หรอกว่าเธอรู้สึกตรงข้ามกับคำตอบที่ให้ไป

"ฉันจะหึงทำไม นั่นแค่เพื่อนคุณ...ไม่ใช่เหรอ"

คุณยิ้มอย่างสบายใจกับคำตอบนั้น แต่คุณรู้ไหม...

เธอไม่ได้หึง หวง หรือน้อยใจที่คุณมีเพื่อนผู้หญิง

แต่เธอรู้สึกแย่มาก ที่คุณไม่แนะนำเพื่อนของคุณสักคำ ว่าเธอเป็นแฟน

 

บางเวลา...ไม่รัก อาจแปลได้ว่า รัก

ทุกครั้งที่งอนกัน (โดยเฉพาะทุกครั้งที่เธองอนคุณ)

เมื่อคุณถามเธอว่า

"คุณไม่รักผมแล้วเหรอ"

เธอจะตอบโดยไม่ต้องคิดให้หนักใจเลยว่า

"ไม่รัก"

แต่คุณรู้ไหม เธอแอบพูดต่อในใจหลังจากนั้น

"ไม่รัก....ซะที่ไหนกัน"         

 

นิสัย ปากไม่ตรงกับใจของผู้หญิง ฉันว่าแม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ให้คำตอบไม่ได้

อาจไม่แปลก ที่ผู้ชายไม่เข้าใจผู้หญิง

เพราะบางที ผู้หญิงอย่างฉันยังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่า

ทำไมบางครั้ง ถึงพูดสิ่งหรือทำ สิ่งที่ตรงข้ามกับหัวใจ

 

แต่ในเมื่อคุณ เลือกที่จะรัก ผู้หญิงสักคน

คุณจะยอมเข้าใจและให้อภัยในความไร้เหตุผลของคนที่คุณรักบ้างไม่ได้เชียวหรือ

สำหรับผู้ชาย แค่สะกดคำว่าเข้าใจให้ได้

ส่วนผู้หญิง แค่หัดใจเย็นให้เป็น

แม้มันอาจจะไม่ง่าย...แต่มันก็คงไม่ยากเย็นนักหรอก...สำหรับคนที่รักกัน

 

.....U_U นี่ฉันเข้าใจสิ่งที่ตัวเองเขียน ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

 

ขอบคุณ Binny's girl จากที่ไหนสักแห่ง...

 

 

 

edit @ 31 Oct 2008 20:41:45 by เด็กหญิงความทรงจำ

 

"ไม่จริงหรอก เป็นไปไม่ได้ หรือถ้าเป็นไปได้ ก็คงอีกนาน"

เมืองใต้สมุทร...

หลายปีมาแล้วที่ฉันกังวลกับเรื่องนี้ ปลอบใจตัวเองด้วยประโยคเดิมๆนี้ และวันนี้...มันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ

 

     ปริมาณประชากรที่อาศัยอยู่บนโลกมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้ โลกจะไม่มีที่ดินมากพอให้คนอาศัยอยู่...

     หลายปีมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ทำงานวิจัยเพื่อเตรียมสร้าง เมืองใต้สมุทร ในก้นทะเลลึกให้คนอาศัยอยู่ โดยใช้คอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัยและมีความสามารถควบคุม แสง อุณหภูมิ อากาศ และอาหารในทะเลได้

.....ณ วันนี้...งานวิจัยสำเร็จแล้ว

     สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็แค่ หาสถานที่ทดลองสักแห่ง สร้างเมืองจำลองขนาดย่อม สำหรับดูผลภาคปฏิบัติ เพื่อดำเนินการสร้างเมืองใต้สมุทร ที่ลงแรงลงทุน อุตส่าห์ค้นคว้าวิจัยมาหลายปี

     ทะเลที่ไหนสักแห่ง ต้องเสียสมดุลธรรมชาติ เพื่องานวิจัยนี้ และหากเขาพอใจในผลงาน อีกไม่นานเกินรอ เมืองใต้สมุทรคงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป

 

"นี่คือทางเลือกใหม่ที่ได้จากสมองมนุษย์บวกกับเทคนิคในยุคโลกาภิวัตน์"

.....สมองมนุษย์งั้นหรือ

คุณไม่รู้หรือไง คุณกำลังจะทำให้โลกแปรปรวนไปมากขึ้น

คุณกำลังทำลาย มหาสมุทร คุณกำลังจะทำลายโลกไปถึงสามในสี่ส่วน       

คุณกำลังใช้สมองฉลาดๆของคุณ มากเกินว่าที่ควรจะใช้

คุณกำลังใช้ความยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยี ทำร้ายธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ก่อนคุณเป็นพันล้านปี

คุณเกิดมา มีชีวิตอยู่ได้แค่อายุหกสิบปี คุณไม่ตายตั้งแต่เกิดก็เพราะความสมดุลธรรมชาติเหล่านี้...แล้วคุณยิ่งใหญ่มาจากไหน มีสิทธิอะไรไปทำร้ายพวกเขา

 

คุณรู้อะไรไหม

     สิ่งมีชีวิตค่อยๆวิวัฒนาการจากสัตว์ประเภทปลา สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก จนมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม...เป็นมนุษย์

     รู้สิ คุณรู้ เพราะคุณเป็นถึงนักวิทยาศาสตร์ เส้นหยักเต็มสมอง คุณรู้อยู่แล้วว่า ทะเลคือต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต คุณรู้อยู่แล้วว่า หากไม่มีน้ำเค็มๆในมหาสมุทรนี้ คุณก็คงยังเป็นแค่สเปิร์มตัวหนึ่ง เพราะธรรมชาติไม่สมดุลพอให้คุณเกิดมาอยู่ร่วมโลก

.....แล้วคุณยังจะทำร้ายพวกเขา...เพราะภูมิใจในความคิดอัจฉริยะของคุณ...งั้นเหรอ

 

สาเหตุที่มนุษย์ล้นโลก มาจากทะเลหรือไง

หากคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีจรรยาบรรณ ฉันอยากจะเตือนคุณว่า

แก้ปัญหาวิทยาศาสตร์นั้น ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ... และต้นเหตุเรื่องนี้ คือ มนุษย์

ทะเลผิดตรงไหน มันไม่จำเป็นต้องมาเสียสละความสวยงาม เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์

หากมันมีความรู้สึก มันคงจะรู้สึกเหมือนฉันตอนนี้

หากมันรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในไม่ช้า น้ำทะเลคงจะพร้อมใจกันระเหยออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ

ฉันจะยินดีมากถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันจะโบกมือลามัน

อวยพรให้มันหาดาวดวงอื่นที่ห่างไกลมนุษย์ฉลาดๆเช่นคุณ...

 

คุณคงไม่ได้ยินเสียงคัดค้านของผู้หญิงตัวเล็กๆ อีกซีกโลกหนึ่งอย่างฉัน

แต่ฉันอยากให้คุณรู้ไว้

ขณะที่คุณวางแผนสร้าง เมืองใต้สมุทร

ฉันเองก็วางแผนรักษา โลกใต้สมุทรเหมือนกัน

เหตุผลของคุณคือ เพื่อความก้าวหน้าของโลก

ส่วนเหตุผลของฉันคือ เพื่อทะเล ที่ฉันรัก

 

เศร้า U_U

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 26 Oct 2008 15:50:54 by เด็กหญิงความทรงจำ

edit @ 26 Oct 2008 15:56:25 by เด็กหญิงความทรงจำ